กลับไปบล็อก

วิธีตั้งค่า Facebook Two-Factor Authentication: SMS แอป Authenticator และ Security Key

Facebook two-factor authentication (2FA) เป็นหนึ่งในการตั้งค่าที่สำคัญที่สุดสำหรับการปกป้องบัญชี คู่มือนี้อธิบายแบบเข้าใจง่ายถึงวิธีเปิดและเลือกการยืนยันตัวตน 3 แบบ รวมถึงวิธีเข้าสู่ระบบเมื่อเปลี่ยนอุปกรณ์หรือทำโทรศัพท์หาย

หากผู้อื่นเข้าถึงบัญชี Facebook ของคุณได้ ผลกระทบอาจตั้งแต่ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล การส่งสแปม การนำบัญชีไปใช้หลอกลวง ไปจนถึงการถูกจำกัดบัญชีจากระบบควบคุมความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม Two-factor authentication (2FA) เป็นหนึ่งในชั้นป้องกันที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะแม้รหัสผ่านจะรั่ว ผู้ที่ไม่มีปัจจัยยืนยันตัวตนชั้นที่สองก็ยังเข้าสู่บัญชีไม่ได้ บทความนี้จะเน้นเรื่องเดียว คือวิธีเปิด Facebook two-factor authentication ให้ถูกต้อง

Facebook Two-Factor Authentication คืออะไร

Two-factor authentication หรือการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน เมื่อเปิดใช้งานแล้ว ทุกครั้งที่เข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์หรือเบราว์เซอร์ใหม่ คุณต้องกรอกรหัสยืนยันแบบเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพิ่มเติมจากรหัสผ่าน โดยทั่วไปมี 3 แหล่งที่มาของรหัส:

  • แอป Authenticator: แอปอย่าง Google Authenticator และ Duo Mobile สร้างรหัส 6 หลักแบบออฟไลน์โดยไม่ต้องพึ่งสัญญาณมือถือ;
  • รหัส SMS: Facebook ส่งรหัสยืนยันแบบใช้ครั้งเดียวไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชี;
  • Security key: อุปกรณ์ USB/NFC เช่น YubiKey ใช้การแตะหรือกดปุ่มจริงเพื่อยืนยันการเข้าสู่ระบบ

โดยทั่วไปแอป Authenticator และ security key ปลอดภัยกว่า SMS เพราะข้อความอาจถูกดักรับหรือ SIM card อาจถูกสลับได้ หากทำได้ ควรให้ความสำคัญกับสองวิธีนี้ก่อน

เปรียบเทียบแอป Authenticator, SMS และ security key ซึ่งเป็นวิธี two-factor authentication 3 แบบ

ขั้นตอนเปิด Facebook Two-Factor Authentication

Facebook มีการปรับหน้าตาเป็นระยะ ตำแหน่งเมนูจึงอาจต่างกันเล็กน้อย แต่เส้นทางโดยทั่วไปคือ รูปโปรไฟล์ → Settings & privacy → Settings → Accounts Center/Security and login → Two-factor authentication หากหาไม่พบ ให้ค้นหา “two-factor authentication” หรือ “two-factor” ใน Facebook settings

เมื่อเข้าสู่หน้าการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน จะเห็นวิธีตั้งค่า 3 แบบ:

วิธีที่ 1: ใช้แอป Authenticator

  1. ติดตั้ง Google Authenticator หรือ Duo Mobile บนโทรศัพท์ (สามารถใช้ browser extension ที่เกี่ยวข้องได้เช่นกัน);
  2. ในหน้า Facebook two-factor authentication เลือก “Use authentication app”;
  3. ใช้แอป Authenticator สแกน QR code บนหน้าจอ;
  4. แอปจะเพิ่มบัญชี Facebook ของคุณอัตโนมัติและเริ่มสร้างรหัส 6 หลัก;
  5. นำรหัสที่แสดงอยู่ในขณะนั้นกรอกกลับใน Facebook แล้วกด Continue

หลังตั้งค่าแล้ว ทุกครั้งที่เข้าสู่ระบบเพียงเปิดแอปและดูรหัส แม้โทรศัพท์ไม่มีอินเทอร์เน็ตก็ยังใช้งานได้

วิธีที่ 2: ใช้รหัส SMS

ในหน้า two-factor authentication ให้เลือก SMS จากนั้น Facebook จะส่งรหัสยืนยันไปยังหมายเลขที่ผูกไว้ กรอกรหัสแล้วกด Continue ควรใส่ใจเรื่องต่อไปนี้:

  • หมายเลขโทรศัพท์ต้องถูกต้อง ยังใช้งานอยู่ และรับ SMS ได้;
  • หากเปลี่ยนหมายเลข ควรอัปเดตใน Facebook security settings โดยเร็ว;
  • หากไม่ได้รับ SMS เป็นเวลานาน ให้ตรวจสอบการกรองหรือบล็อกข้อความ หรือเปลี่ยนไปใช้แอป Authenticator

วิธีที่ 3: ใช้ Security Key

  1. ในหน้า two-factor authentication เลือก “Security key”;
  2. เสียบ USB key เข้ากับคอมพิวเตอร์ หรือแตะ NFC key ใกล้บริเวณอ่านข้อมูล;
  3. ทำตามคำแนะนำ แล้วแตะหรือกดปุ่มบน key เพื่อยืนยันให้เสร็จสิ้น

Security key ให้การป้องกัน phishing ที่แข็งแรงที่สุด แต่ควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์และเบราว์เซอร์รองรับ (เบราว์เซอร์หลักอย่าง Chrome, Firefox และ Edge รองรับ) และควรตั้งค่าวิธียืนยันสำรองไว้ก่อนทำ key หาย มิฉะนั้นอาจไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้

ขั้นตอนการกู้คืนตั้งแต่ตั้งค่า two-factor authentication และบันทึก backup codes จนถึงการกู้คืนหลังโทรศัพท์หาย

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่ได้รับรหัส SMS สำหรับ Facebook two-factor authentication ควรทำอย่างไร? ตรวจสอบก่อนว่าหมายเลขโทรศัพท์ถูกต้องและโทรศัพท์รับ SMS ได้ตามปกติ รวมถึงตรวจสอบว่าผู้ให้บริการหรือระบบไม่ได้บล็อกข้อความ หากยังไม่ได้ ให้เปลี่ยนไปใช้แอป Authenticator ซึ่งไม่พึ่งช่องทาง SMS และโดยทั่วไปเสถียรกว่า

จะเข้าสู่ระบบบนอุปกรณ์ใหม่ได้อย่างไร? กรอกรหัสผ่าน แล้วกรอกรหัสยืนยันตามคำแนะนำ หากเปิด login approvals อยู่ ทุกการเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์ใหม่จะต้องใช้รหัส

ถ้าทำโทรศัพท์หาย ยังเข้าสู่ Facebook ได้ไหม? หากตั้งค่าแอป Authenticator ไว้หรือบันทึก backup login codes แล้ว คุณยังสามารถเข้าสู่ระบบได้ หากไม่มีทั้งสองอย่าง ต้องใช้ขั้นตอนกู้คืนบัญชีอย่างเป็นทางการของ Facebook ซึ่งอาจยุ่งยากกว่า จึงควรบันทึกรหัสสำรองไว้ล่วงหน้า

Two-factor authentication ป้องกันบัญชีถูกขโมยได้ไหม? ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก เพราะต้องใช้ทั้งรหัสผ่านและรหัสยืนยัน ทำให้ความพยายามยึดบัญชีแบบอัตโนมัติส่วนใหญ่ผ่านไม่ได้ อย่างไรก็ตาม 2FA ไม่สามารถแทนที่การใช้รหัสผ่านอย่างเหมาะสมและการใช้งานบัญชีตามกฎของแพลตฟอร์มได้

แนวทางความปลอดภัยสำหรับทีมที่ดูแลสินทรัพย์โฆษณาธุรกิจหลายรายการ

หากคุณอยู่ในทีมโฆษณาของบริษัท คุณอาจไม่ได้ดูแลแค่บัญชีส่วนตัวเดียว แต่รวมถึง Facebook ad accounts, Pages และ business assets หลายรายการ ตามกฎของ Meta แต่ละคนควรใช้บัญชีส่วนตัวของตนเอง ส่วน business assets ควรจัดการผ่าน Business Manager พนักงานควรใช้บัญชีของตนเองและได้รับสิทธิ์ใน assets ที่เกี่ยวข้อง แทนการแชร์ข้อมูลเข้าสู่ระบบร่วมกัน

ในกรณีนี้ ทีมยังสามารถจัดความสัมพันธ์ระหว่างบัญชีกับ browser environment ให้ชัดเจนได้ PurpleMark สามารถสร้าง browser environments แยกตามหน้าที่ ลูกค้า หรือสายธุรกิจ เก็บ login sessions, proxies และหน้าเว็บที่ใช้บ่อยแยกจากกัน และใช้ member permissions กำหนดว่าใครเข้าถึง environment ใดได้ 2FA ช่วยป้องกันกรณีที่ขโมยรหัสผ่านแล้วจะเข้าสู่ระบบได้ทันที ส่วน environment grouping ช่วยจัดการเรื่องว่า asset เป็นของใคร ใครกำลังใช้งาน และจะส่งต่องานอย่างไรเมื่อทีมใหญ่ขึ้น เมื่อใช้ร่วมกันจะทำให้ความปลอดภัยบัญชีครบถ้วนมากขึ้น การดำเนินการทั้งหมดกับ business assets ต้องเป็นไปตามนโยบายอย่างเป็นทางการและระบบสิทธิ์ของ Meta และไม่ควรใช้ multiple environments เพื่อหลีกเลี่ยงกฎของแพลตฟอร์ม