สำหรับแบรนด์ที่ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ การทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์ TikTok มีความสำคัญมากขึ้น คู่มือนี้ครอบคลุมตั้งแต่กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ค้นหาครีเอเตอร์ด้วยคีย์เวิร์ด คู่แข่ง และ marketplace ทางการ วิเคราะห์อิทธิพล ไปจนถึงส่งข้อเสนอความร่วมมือ
การทำการตลาดบน TikTok โดยไม่ให้ความสำคัญกับการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ เท่ากับพลาดโอกาสสำคัญ ครีเอเตอร์สายแฟชั่น Sophia ใช้วิดีโอเพียง 30 วินาทีแนะนำเดรสที่ซื้อจากแบรนด์เกิดใหม่ วิดีโอนั้นได้ไลก์และคอมเมนต์หลักล้านอย่างรวดเร็ว และช่วยให้ยอดขายของแบรนด์เพิ่มขึ้นหลายเท่า อิทธิพลในระดับนี้ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป แบรนด์ที่ขยายสู่ตลาดต่างประเทศจึงพยายามร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ TikTok มากขึ้น แล้วจะหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะและสร้างความร่วมมือได้อย่างไร?
TikTok Influencer Marketing คืออะไร?
TikTok Influencer Marketing คือการที่ธุรกิจโปรโมตสินค้า หรือบริการผ่านความร่วมมือกับครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบน TikTok และสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้ติดตามได้ แบรนด์ใช้ทั้งการเข้าถึงและคอนเทนต์สร้างสรรค์ของอินฟลูเอนเซอร์เพื่อส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย
กลยุทธ์ที่พบบ่อย ได้แก่:
- การร่วมสร้างคอนเทนต์: วางแผนและผลิตคอนเทนต์โปรโมตร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ เช่น challenge, tutorial หรือรีวิวสินค้า เพื่อดึงความสนใจและสร้าง engagement
- Product placement: ให้อินฟลูเอนเซอร์ใช้สินค้าในสถานการณ์ที่เป็นธรรมชาติ หรือแนะนำสินค้าโดยตรงในวิดีโอ ทำให้แบรนด์ปรากฏอย่างกลมกลืนมากขึ้น
- การตลาดแบบมีส่วนร่วม: ใช้ challenge, giveaway และกิจกรรมอื่นเพื่อกระตุ้นให้ผู้ติดตามเข้าร่วมแคมเปญของแบรนด์ เพิ่มทั้งการมองเห็นและการมีส่วนร่วม
- ความร่วมมือระยะยาว: สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับอินฟลูเอนเซอร์ ให้เป็น brand ambassador หรือพาร์ตเนอร์ระยะยาวที่มีอิทธิพลต่อผู้ชมได้อย่างสม่ำเสมอ
ด้วยระบบการกระจายคอนเทนต์ของ TikTok แม้แต่แบรนด์ใหม่ก็มีโอกาสได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วผ่านวิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์ เมื่อครีเอเตอร์แชร์ประสบการณ์ใช้งานจริง คำแนะนำมักดูน่าเชื่อถือขึ้น และผู้ติดตามอาจได้รับอิทธิพลจนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ การกระจายบนโซเชียล และ engagement ของผู้ใช้
จะหาอินฟลูเอนเซอร์ TikTok ที่เหมาะและเริ่มความร่วมมืออย่างไร?
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดเป้าหมายและกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
ก่อนเริ่ม Influencer Marketing ให้กำหนดเป้าหมายของแคมเปญอย่างชัดเจน ลองคิดว่าแบรนด์อยู่ในช่วงใด เช่น ขยายตลาด เปิดตัวสินค้าใหม่ หรือเพิ่มความภักดี ต้องการให้ Influencer Marketing ช่วยผลักดันตัวชี้วัดใด เช่น traffic เว็บไซต์ engagement บนโซเชียล หรือยอดขาย และสามารถจัดสรรงบได้เท่าใด เพราะงบมีผลโดยตรงต่อขนาดและจำนวนอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถร่วมงานได้
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายควรวิเคราะห์ทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคต ในกลุ่มผู้ใช้ TikTok ทั่วโลก ผู้หญิงมีสัดส่วนประมาณ 45.7% และผู้ชายประมาณ 54.3% ควรเลือกครีเอเตอร์ให้เหมาะกับลักษณะสินค้า และกำหนด audience persona ใน 3 มิติ คือ เพศและอายุ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสนใจกับพฤติกรรม
ตัวอย่าง: แบรนด์แฟชั่นผู้หญิงควรหาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหญิงวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก และมีอิทธิพลในสายแฟชั่น ความงาม หรือ lifestyle หากเป้าหมายคือสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับครีเอเตอร์ที่มีผู้ชมหลักอยู่ในสหรัฐฯ เพื่อให้คอนเทนต์สัมพันธ์กับพื้นที่เป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 2: หาอินฟลูเอนเซอร์ที่ตรงกับตลาดเป้าหมาย
1. ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดในอุตสาหกรรมหรือ hashtag. ใช้การค้นหาบน TikTok โดยตรงและใส่คีย์เวิร์ดหรือ hashtag ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาครีเอเตอร์ที่ active เช่น โปรโมตหูฟังไร้สายอาจค้น #WirelessEarbuds หรือ #EarbudsReview; หากต้องการครีเอเตอร์สาย unboxing หรือรีวิว ให้ใช้ #Unboxing, #ProductReview, #HowToUse และแท็กที่ใกล้เคียง
2. ค้นหาผ่านคู่แข่ง. ดูว่าคู่แข่งร่วมงานกับ TikTok influencer คนใดบ้างและเรียนรู้จากกรณีที่ประสบความสำเร็จ ครีเอเตอร์เหล่านี้มีอิทธิพลในหมวดที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ผู้ติดตามอาจสนใจสินค้าคล้ายกัน และแคมเปญเดิมยังช่วยให้เห็นว่ารูปแบบโปรโมตแบบใดดึงผู้ชมได้ดีที่สุด
3. ขยายจากครีเอเตอร์ที่เกี่ยวข้อง. เข้าโปรไฟล์ของอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ากับแบรนด์ได้ดี TikTok มักแนะนำบัญชีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักมี audience หรือสไตล์คอนเทนต์คล้ายกัน ตรวจสอบสไตล์ ปฏิสัมพันธ์ของผู้ชม และคุณภาพ เพื่อประเมินว่าเหมาะกับความร่วมมือหรือไม่
4. ใช้ TikTok Creator Marketplace. เครื่องมือทางการของ TikTok สามารถกรองครีเอเตอร์ตามภูมิภาค หมวดหัวข้อ เพศและอายุของ audience รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ และดูจำนวนผู้ติดตาม engagement rate สถิติผู้ชม รวมถึงผลงานความร่วมมือที่ผ่านมาได้ พร้อมส่งคำเชิญร่วมงานโดยตรงในแพลตฟอร์ม
5. ใช้เครื่องมือ third-party. เครื่องมืออย่าง Upfluence วิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลของอินฟลูเอนเซอร์และให้ข้อมูลด้าน reach ลักษณะ audience และประสิทธิภาพคอนเทนต์ คุณสามารถตั้งเงื่อนไขค้นหา เช่น คีย์เวิร์ด ช่วงอายุ และภูมิภาค แล้วกรองรายชื่อเพื่อหาครีเอเตอร์ที่ตรงกับ positioning ของสินค้ามากที่สุด
ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์อิทธิพลของครีเอเตอร์
เมื่อได้รายชื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นไปได้แล้ว ให้ดูปัจจัยต่อไปนี้เพื่อเพิ่มโอกาสให้ความร่วมมือมีประสิทธิภาพ:
- จำนวนผู้ติดตาม: เป็นตัวชี้วัด reach ที่ตรงที่สุด บัญชีที่มีผู้ติดตามมากสามารถสร้างระดับการมองเห็นพื้นฐานได้
- Engagement rate: ไลก์ คอมเมนต์ และแชร์สะท้อนความถี่และความลึกของปฏิสัมพันธ์ หากวิดีโอมี engagement สูงอย่างต่อเนื่อง แสดงว่า audience ไม่เพียงใหญ่แต่ยัง active ซึ่งช่วยเรื่องการกระจายคอนเทนต์
- คุณภาพและความสร้างสรรค์: คอนเทนต์ที่ผลิตอย่างดีแสดงว่าครีเอเตอร์พร้อมลงทุนกับคุณภาพ ขณะที่ไอเดียสร้างสรรค์ช่วยให้แบรนด์ถูกจดจำได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 4: ติดต่อและเจรจาความร่วมมือ
เมื่อเลือกครีเอเตอร์เป้าหมายแล้ว ให้ติดต่อเพื่อคุยเรื่องรูปแบบความร่วมมือ ข้อกำหนดคอนเทนต์ ตารางเวลา งบประมาณ และเงื่อนไขการชำระเงิน
ช่องทางติดต่อ: สามารถใช้ TikTok DM หากครีเอเตอร์เปิดรับข้อความ ส่วนอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากจะใส่อีเมลธุรกิจไว้ในโปรไฟล์หรือโซเชียลอื่น ซึ่งมักเป็นช่องทางที่เป็นทางการที่สุดสำหรับการติดต่อระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังติดต่อผ่าน Instagram, X, YouTube หรือบัญชีอื่นที่ active ได้ หรือประสานกับทีม management/agency ของครีเอเตอร์ระดับใหญ่
อีเมลขอความร่วมมือที่ดีมีความสำคัญมาก โดยทั่วไปควรมี:
- แนะนำตัว: อธิบายบทบาทและหน้าที่ของคุณแบบสั้นๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ
- แสดงว่าคุณรู้จักครีเอเตอร์และอธิบายเหตุผลที่เหมาะกัน: บอกสิ่งที่คุณชื่นชอบในคอนเทนต์ กลุ่มผู้ชม และตำแหน่งในวงการ พร้อมอธิบายว่าทำไมสไตล์และผู้ติดตามจึงตรงกับแบรนด์
- เสนอรายละเอียดที่ชัดเจน: ระบุว่าต้องการอะไร เช่น จำนวนวิดีโอ รูปแบบ ทิศทางเนื้อหา ความยาว และข้อกำหนดอื่น เพื่อให้ครีเอเตอร์ประเมินงานได้ง่าย
- ขอข้อมูลผลงานที่ผ่านมา: สอบถามยอดวิว engagement rate conversion และผลลัพธ์อื่นจากแคมเปญก่อนหน้า เพื่อประเมินประสิทธิภาพและการลงทุน
- คุยเรื่องงบและเรต: แจ้งงบอย่างตรงไปตรงมาหรือสอบถามค่าบริการ การให้ช่วงงบที่สมเหตุสมผลช่วยให้เจรจาได้มีประสิทธิภาพขึ้น

ทีมการตลาดจะติดตามความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์หลายรายได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร?
เมื่อแบรนด์ทำงานพร้อมกันกับอินฟลูเอนเซอร์หลายรายและหลายตลาด ทีมมักต้องจัดการหลายบัญชีโซเชียลเพื่อดูความคืบหน้า โพสต์คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง และติดตามผล หากใช้เบราว์เซอร์ทั่วไปแล้วล็อกอินสลับไปมาบ่อยๆ จะทั้งยุ่งยากและเสี่ยงทำให้ cookies และ login sessions ของหลายบัญชีปะปนกัน
แนวทางที่ควบคุมได้ดีกว่าคือจัด browser environment แยกและคงที่ให้กับ แต่ละสายธุรกิจอย่างเป็นทางการหรือแต่ละบัญชีแบรนด์ บัญชีที่แบรนด์เป็นเจ้าของและบัญชีลูกค้าที่ agency ดูแลจะอยู่ใน environment ของตนเอง ทำให้ sessions แยกจากกันและสลับได้เร็วโดยไม่ต้อง logout/login ซ้ำ PurpleMark รองรับการจัดการลักษณะนี้: ใน web workspace สามารถสร้างและบริหาร browser environments แบบรวมศูนย์ กำหนด proxy, cookies และ browser fingerprint parameters ให้แต่ละบัญชีธุรกิจ รวมถึงจัดการงานผ่านกลุ่ม การแชร์ การโอน สิทธิ์สมาชิก activity logs และ window synchronization สำหรับกระบวนการที่ต้องตั้งเวลาโพสต์หรือ follow-up แบบมาตรฐาน RPA ก็ช่วยลดงาน manual ที่ทำซ้ำได้
หมายเหตุด้าน compliance: เนื้อหานี้หมายถึงแบรนด์หรือ agency ที่ดำเนินงานอย่างถูกต้องกับ บัญชีแบรนด์และบัญชีลูกค้าที่ตนเป็นเจ้าของจริงหรือได้รับอนุญาตให้จัดการ เพื่อการประสานงาน การเผยแพร่ และติดตามผลเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการสร้างบัญชีปลอมจำนวนมากหรือหลีกเลี่ยงกฎแพลตฟอร์ม และควรปฏิบัติตามกฎโฆษณาและการเปิดเผยเนื้อหาเชิงพาณิชย์ในแต่ละพื้นที่ด้วย
คำถามที่พบบ่อย
รูปแบบการร่วมงานกับ TikTok influencer ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง? เช่น product placement, sponsored content, รีวิวสินค้า, สปอนเซอร์กิจกรรมหรือ challenge, brand ambassador ระยะยาว, โค้ดส่วนลด และ affiliate marketing ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์แชร์โค้ดส่วนลดและรับค่าคอมมิชชันเมื่อมีการใช้งาน
ค่าร่วมงานคิดอย่างไร และควรกำหนดงบอย่างไร? ค่าบริการต่างกันตามอิทธิพล engagement rate และขอบเขตงาน บางรายคิดราคาต่อวิดีโอหรือแคมเปญ บางรายอิง exposure metrics เช่น CPM หรือ CPC ควรกำหนดงบโดยดูจากงบการตลาดรวมและ ROI ที่คาดหวัง พร้อมตกลงความคาดหวังและเงื่อนไขกับพาร์ตเนอร์ให้ชัดเจน
กระบวนการร่วมงาน Influencer Marketing โดยทั่วไปเป็นอย่างไร? โดยทั่วไปคือ กำหนดเป้าหมายการตลาด → เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายและภาพลักษณ์แบรนด์ → ติดต่อครีเอเตอร์หรือทีม → จัดทำและลงนามข้อตกลง → วางแผนคอนเทนต์และตารางโพสต์ร่วมกัน → ดำเนินและติดตามแคมเปญ → เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล → ประเมินผล → ติดตามและปรับปรุงความร่วมมือ


